เสียงกระซิบจากร่างกาย…สัญญาณ “ความหิว” คุณเคยหยุดฟังบ้างหรือเปล่า?

โดยโภชนากรซูซาน  โบเวอร์แมน
ที่ปรึกษาของเฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด

การใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบของคนยุคนี้ ทำให้มองข้ามหรือละเลย “เรื่องเล็กน้อย” ที่มีความสำคัญต่อสุขภาพไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่ง “เรื่องเล็กๆ” ที่ถูกเพิกเฉยหรือไม่สนใจมากที่สุดก็คือ สัญญาณ “ความหิว” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการควบคุมน้ำหนัก ทำให้เรื่องเล็กๆ กลายเป็น “เรื่องใหญ่” และเป็นดาบ 2 คมอย่างไม่มีใครคาดคิด เพราะมันทำให้เราสับสนและแยกแยะไม่ออกว่า “ความหิว” ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งนั้น เป็น “ความหิวที่ร่างกายต้องการอาหารจริงๆ” หรือ “หิวเพราะแค่อยากกินกันแน่”

โดยปกติร่างกายจะส่งสัญญาณให้เรารู้อยู่ตลอดเวลาว่า เมื่อไหร่ที่เริ่มขาดพลังงานหรือสารอาหารที่จำเป็น เช่น หากปากของเราแห้งแสดงว่าร่างกายเริ่มขาดน้ำ หาก รู้สึกอ่อนเพลียจนเปลือกตาเริ่มหนักแสดงว่าร่างกายต้องการพักผ่อน ซึ่งปฏิกิริยาต่างๆ ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า “ร่างกายสื่อสารกับเราอยู่ตลอดเวลา” แต่ด้วยการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบในทุกช่วงเวลา ทำให้เราไม่เคยฟังหรือสังเกต “สัญญาณ” ที่ร่างกายส่งผ่านออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง“สัญญาณของความหิว” จึงทำให้เกิดพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ ทั้งการกินจุบจิบ กินแบบไม่รู้ตัวและบางครั้งก็อาศัย “เวลาบนหน้าปัดนาฬิกา” เป็นตัวกำหนดความหิว ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้เป็นการสร้างภาระให้แก่ร่างกายและก่อให้เกิดโรคอ้วนใน ที่สุด

ดังนั้น ถ้าไม่ต้องการเพิ่มน้ำหนัก หรือเข้าคอร์สลดน้ำหนักโดยไม่ตั้งใจ เราต้องฟัง “สัญญาณของความหิว” ของตัวเราเองเพราะในแต่ละคนจะแสดงปฏิกิริยาของความหิวแตกต่างกันออกไป และเพื่อให้แน่ใจว่า “ความหิว” ที่เกิดขึ้นนั้นเป็น “ความหิวที่เกิดจากความต้องการของร่างกายจริงๆ” หรือ “ความอยากกิน” เรามีวิธีสังเกตง่าย ดังนี้

1. เมื่อขาด “พลังงาน” ร่างกายก็จะเริ่มส่งสัญญาณ “ความหิว”
เมื่อ ร่างกายอยู่ในสภาวะขาดพลังงาน เนื่องจากน้ำตาลในเลือดมีปริมาณต่ำลง ก่อนการรับประทานอาหารมื้อถัดไป มันจะส่งสัญญาณให้เรารู้ผ่านปฏิกิริยาต่างๆ เช่น รู้สึกวิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลียและหน้ามืด แต่สัญญาณเตือนชั้นดีที่สร้างความมั่นใจว่า “ร่างกายขาดพลังงานจริงๆ” คือ “เสียงท้องร้อง”

2. เช็กระดับสัญญาณ “หิวจริง” หรือ “อิ่ม” ได้แล้ว
ทุก วันนี้ผู้คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมั่นใจว่าในแต่ละมื้อนั้นเรากินอิ่มแล้วจริงๆ หรือว่าต้องกินต่อไปอีก เนื่องจากพฤติกรรมการกินของคนในปัจจุบันจะหยุดกินอาหารก็ต่อเมื่อกินหมดจน เกลี้ยงจาน หรือเมื่อรู้สึกอิ่มจนแน่นท้อง และเพื่อป้องกันพฤติกรรมเหล่านั้น เราควรเช็คระดับความหิวจากร่างกายของเราโดยฟัง “สัญญาณ” จากร่างกายแล้วจดบันทึก “อาการของความหิว” ทั้ง ก่อนและหลังกินเสร็จในทุกมื้อ โดยใช้เกณฑ์การให้คะแนนความหิวหรืออิ่ม ตั้งแต่ 1 ที่เป็นระดับของความหิวมากถึง 10 ซึ่งหมายถึงอิ่มแน่นจนเริ่มไม่สบายตัว การจดบันทึกจะช่วยทำให้เราประเมินได้ว่าจริงๆ แล้ว เราควรหยุดกินเมื่อไหร่กันแน่ ซึ่งกว่าเราจะรู้ตัวว่าอิ่มและหยุดกินอาหารได้แล้วก็มักจะแน่นท้องทรมานไป แล้ว

3. ต้องได้ “คะแนน” เท่าไหร่ถึงจะโอเค
เราควรจะเริ่มกินเมื่อระดับความหิวอยู่ที่ระดับ 3 ถึง 4 ซึ่งกระเพาะอาหารของเราจะร้องเบาๆ นั่นเป็น “สัญญาณ” บอกว่าเราควรเริ่มกินได้แล้ว และควรหยุดเมื่อระดับความหิวอยู่ที่ระดับ 5 หรือ 6 นั่นหมายถึง เรากำลังอิ่มในระดับที่เรียกว่าพอดี แต่หากเราปล่อยให้ความหิวไต่ระดับไปถึง 1 หรือ 2 คือ “หิวจัด” จนตาลายแล้วล่ะก็ เรามักจะเบรคแตกและกินทุกอย่าง ที่ขวางหน้าจนถึงระดับความอิ่มที่ 9 หรือ 10  ผลคือ อิ่มแน่นจนทรมานทีเดียว

4. “อิ่ม” อร่อยอย่างมีคุณภาพ
เมื่อฝึกแยกแยะและวิเคราห์ระดับความหิว-อิ่มแล้ว ให้จำไว้ว่า “กินแค่พออิ่ม” ซึ่งเทคนิคการกินให้อิ่มอย่างง่ายๆ คือ
ฟัง “สัญญาณ” และสังเกตปฏิกิริยาจากร่างกายของเรานั่นเอง เช่น มีอัตราการเคี้ยวและความเร็วในการกินอาหารจะช้าลง และที่สำคัญควรใส่ใจเรื่องคุณค่าของสารอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละมื้อร่วม ด้วย

อย่างไรก็ตาม เราสามารถฝึกทักษะเพื่อการรับรู้และตอบสนองต่อ “ความหิวและความอิ่ม” ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายได้อย่างง่ายๆ โดยใช้เวลา 3-4 วันในการฝึกและสังเกตในช่วงแรก เริ่มจากการบันทึกรายการอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละมื้อ และลองสังเกต “ระดับความหิว” ทั้งก่อนและหลังการกินอาหารว่าอยู่ในระดับไหน เพราะร่างกายของเรามีความฉลาด ในการแยกว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการหรือไม่ต้องการ การฝึกฟังเสียง “สัญญาณ” จากภายในร่างกายเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เราแน่ใจว่าก่อนจะส่งอาหารเข้าปาก เรามั่นใจแล้วว่า “หิวจริงๆนะ” ไม่ใช่แค่ “อยากกิน” เพราะไม่อย่างนั้น คงต้องเข้าโปรแกรมลดน้ำหนักกันยาว

ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

About Ann

I am Personal Wellness Coach and Independent Distributor of Herbalife.
Gallery | This entry was posted in สุขภาพ และโภชนาการ and tagged , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s